ระยะนี้ อากาศที่เชียงใหม่บ้านผม ออกจะร้อนๆ หนาวๆ
ช่วงเช้าๆ นี่ยังมีละอองไอความเย็น พัดผ่านเข้ามาในห้องพักของผม ให้ได้กระชับเสื้อที่ใส่ปิดหน้าอกอยู่บ่อยๆ
ในขณะที่กลางวันหรือตกบ่าย พระอาทิตย์ผู้ยิ่งใหญ่ ก็แผดจ้าเสียจน ความร้อนบนผืนโลกพุ่งกระฉูดอย่างไม่มีปราณี
ใครไม่รักษาสุขภาพยามนี้ ก็มีหวังได้พึ่งยาพึ่งหมอกันบ้างละครับ
พอเปลี่ยนฤดูกาล กระทบร้อนกระทบหนาวอย่างนี้ ในเชียงใหม่และภูมิภาคเหนือ ก็มักจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีหม่นหนา มองไปทางไหนก็ไม่สบายหูสบายตาครับ เรียกว่า เป็นช่วงที่ “ไม่อาจมองการณ์ไกล” อะไรได้มากนัก เปรียบได้กับ เมฆหมอกสถานการณ์บ้านเมืองไทยของเราในเวลานี้ด้วย เช่นเดียวกัน
ไปๆ มาๆ จะก้าวล้ำไปทางการบ้านการเมืองเสียนี่กระไร
ไปเที่ยวกับผมดีกว่าครับ คุณผู้อ่าน ไปเปิดหูเปิดตา มองโลกกว้าง เก็บประสบการณ์ใส่ตัว
พูดถึงกระทบร้อนกระทบหนาว ผมก็เลยไปค้นๆ รูปถ่ายจากทริปก่อนๆ ดูว่า ที่ไหนหนอ จะมีภาพของเมฆหมอกปกคลุม แล้วเป็นที่น่าสนใจใคร่เห็นของชาวเราบ้าง
แหลมกู๊ดโฮป หนึ่งในสถานที่สำคัญทางภูมิศาสตร์ของโลก ที่เราทุกคนเคยได้ยิน เคยได้เล่าเรียนเขียนอ่าน มาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือมัธยมต้น คือสถานที่แห่งนั้นครับ
แหลมกู๊ดโฮป – The Cape of Good Hope อาจจะแปลตามชื่อเรียกนี้ได้เป็นไทยว่า แหลมแห่งความหวังที่ดีที่งาม ซึ่งก็เป็นชื่อที่ได้รับการเรียกขานในหมู่ชนชาวทะเล ตามประวัติแล้ว พระเจ้าจอห์นที่สอง แห่งโปรตุเกส เป็นพระองค์แรกที่ตั้งชื่อใหม่ให้แหลมนี้ เพราะแหลมกู๊ดโฮป จะเป็นจุด “วัดดวง” ของนักเดินเรือ ว่าจากยุโรปถ้าเรือใครสามารถเอาตัวรอดจากคลื่นลมบ้าระห่ำที่แหลมนี้ไปได้ละก็ พวกเขาจะได้พบกับโชคชะตาและความหวังที่ดีที่งามนั่นเอง กล่าวกันว่า ในสมัยนั้น ถ้าใครสามารถเดินเรือไปขนสินค้าจากทางอินเดียมาขายในยุโรปได้ละก็ รวยไม่รู้เรื่อง บางคราวอาจได้กำไรถึงหกสิบเท่าตัวเลยทีเดียวครับ
เดิมที บริเวณแหลมแห่งนี้ มีชื่อเรียกกันว่า แหลมแห่งพายุ – Cape of Storms (เล่ากันว่า คนแรกที่ตั้งชื่อแหลมแห่งพายุ คือ บาร์โธโลมิว ไดแอส นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ผู้มีชีวิตและเดินเรือมาที่นี่ เมื่อเกือบ 520 ปีมาแล้ว) ดูจากชื่อเก่าของมัน คุณผู้อ่านคงทราบได้ว่า สภาพอากาศบริเวณนี้ จะแรงร้ายและแปรปรวนเพียงใด
ภาพจริงจากที่ได้ไปเห็นมา ก็คิดว่า สมชื่อจริงๆ ครับ แหลมแห่งพายุ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด ฤดูกาลไหน จะกี่ชั่วโมง กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ที่นี่ก็จะถูกปกคลุมไปด้วยเมฆลอยต่ำ หมอกหนาทึบ แทบมองไม่เห็นได้ไกลสักเท่าไร และคลื่นทะเลก็สูงแรง การเดินเรือ โดยไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยไฮเทคอย่างปัจจุบัน คงจะเป็นไปได้อย่างเสี่ยงๆ เท่านั้นเอง
จากรูปที่ผมถ่ายมา เป็นตัวแหลมกู๊ดโฮป เมื่อมองจากบนยอดสูงบริเวณประภาคารที่ เคปพ้อยท์ แล้ว คุณผู้อ่านคงเห็นอย่างเดียวกับผมนะครับ รูปอาจจะขุ่นๆ สักนิดนึง แต่นั่นก็เป็นบรรยากาศจริงๆ ของแหลมกู๊ดโฮปเขาละครับ
ทราบกันว่า ที่แหลมกู๊ดโฮปนี้ เป็นจุดที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่สุดของทวีปแอฟริกา ที่ตั้งอยู่ในประเทศแอฟริกาใต้ในเขตเมืองเคปทาวน์ ดังนั้น เวลาที่พวกเราไปเที่ยวที่นั่น ก็มักจะมีรูปที่ถ่ายกับป้ายบอกสถานที่ ไว้เป็นที่ระลึก โดยป้ายจะบอกพิกัดทางภูมิศาสตร์ไว้เสร็จสรรพ ว่าอยู่ที่ 18 องศา 28 ลิปดา 26 ฟิลิปดา ตะวันออก และ 34 องศา 21 ลิปดา 25 ฟิลิปดา ใต้ บลา บลา… ก็ดูละเอียดถี่ถ้วนดีครับ ถามเถอะครับ ใครที่เคยไปแอฟริกาใต้มา ต้องมีรูปนี้ทุกคน เป็นข้อบังคับ
พอมีคลื่นลมแรง ชายหาดบริเวณนั้น จึงเป็นหาดหินที่มีแต่ก้อนหินขนาดเหมาะมือ รูปทรงกลมกลึงสวยงามจากการกัดกระแทกของคลื่นทะเลเต็มไปหมด ดูแล้วก็น่าหยิบน่าฉวยเอาเป็นที่ระลึก แต่เพราะที่นี่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ การเก็บหินหรือสิ่งของธรรมชาติออกไป จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
แต่ก็ไม่วายหรอกครับ หลายๆ ครั้ง ผมก็มักจะบังเอิญเห็น ลูกทัวร์บางคน เก็บหินจากที่นั่น ติดตัวกลับไปเมืองไทยด้วย
แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งครับ ว่า ที่นั่น “ผีทะเล” ไม่ดุ ไม่เช่นนั้น คงมีลูกทัวร์หลายคน มาขอให้ผม ช่วยขนก้อนหินลูกหินกลับไปคืนที่แหลมกู๊ดโฮปให้กันเยอะแยะเป็นแน่
“เอาหินของข้า คืนนนนนนน…มา”
————————————————————————————————
ชวนคุย ชวนเที่ยว ตอนที่ 2 – กุมภาพันธ์ 2550
Talk and Travel No.2 – February 2007
ธรณินทร์ ตรีวิทย์
Thoranin Triwit
————————————————————————


